You are currently viewing น้อยแต่มาก (Less is More) มินิมอลลิสต์

น้อยแต่มาก (Less is More) มินิมอลลิสต์

  • Post author:
  • Post category:Blog

ในปัจจุบันที่คนเรามีการใช้ชีวิตอย่างวุ่นวายอยู่ในเมืองใหญ่ก็คงมีความรู้สึกอยู่ในใจลึกลึกว่าอยากจะหนีความวุ่นวายเหล่านี้ไปพักที่ไหนซักที่ที่มีความสงบต่อจิตใจ และให้ร่างกายได้พักผ่อนจากความวุ่นวายเหล่านี้ลงเสียบ้างหลายคนจึงชื่นชอบที่เมื่อถึงวันหยุดก็มักจะออกเดินทางไปตามต่างจังหวัดหรือสถานที่ต่างๆเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ แต่ในการทำงานทุกวันทำให้เราไม่สามารถไปต่างจังหวัดได้ตลอด ไม่ว่าจะด้วยเรื่อง เวลา ระยะทาง และงบประมาณในการเดินทางแต่ละครั้ง  สำหรับคนที่งบน้อยจะให้เดินทางตลอดเวลาก็คงเป็นเรื่องที่ลำบากสักหน่อย และไหนจะความเหนื่อยล้าจากการเดินทางไปที่ต่างๆ กลายเป็นว่าแทนที่จะได้พักผ่อนจากการทำงานเหมือนเป็นการเพิ่มภาระให้ร่างกายมากขึ้นไปอีกเท่าตัว ดังนั้นเราจะมาแนะนำ รูปแบบการใช้ชีวิตแบบ น้อยแต่มาก หรือมินิมอลลิสต์ ซึ่งไม่ใช่แค่การแต่งตัวหรือตกแต่งห้องเท่านั้นอย่างที่เราเข้าใจ แต่ยังสามารถนำไปใช้กับการใช้ชีวิตได้ด้วย ซึ่งการใช้ชีวิตแบบมินิมอลล์ลิสต์นี้จะทำให้คุณเหนื่อยน้อยลงและจัดการชีวิตได้ดีมากขึ้น

น้อยแต่มาก มินิมอลลิสต์นั้นมีที่มาจากไหน

จุดเริ่มต้นของมินิมอลลิสต์นั้นเริ่มย้อนกลับไปตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 1960  ซึ่งในช่วงที่ผ่านมานั้นมีการเรืองอำนาจของศิลปะในรูปแบบต่างๆไม่ว่าจะเป็นศิลปะแบบแบบเรียลลิสติก ศิลปะแบบเซอร์เรียลลิสติก หรือแบบแอ็บสแตร็ก  โดยเฉพาะงานแบบแอ็บสแตร็กเอ็กเพลสชันนิซึมที่มีความเจริญรุ่งเรืองและเป็นที่นิยม เรียกได้ว่ามีอิทธิพลเป็นอย่างมากในอเมริกาสมัยนั้น ทำให้เกิดศิลปินบางกลุ่มที่มีความเบื่อหน่ายกับความเยอะสิ่งไปหมดจนดูสับสนวุ่นวายเหล่านี้ได้แสดงออกถึงศิลปะในรูปแบบที่กลับกัน แอ็บสแตร็กเอ็กเพลสชันนิซึมนั้นเป็นการแสดงอารมณ์ความรู้สึกผ่านการสะบัดสีลงบนชิ้นงาน แต่มินิมอลลิสต์นั้นจะเป็นการถ่ายทอดสิ่งที่เรียบง่ายที่สุดและตัดสิ่งอื่นที่ไม่จำเป็นออก เป็นการแสดงออกถึงความเป็นจริงและแสดงออกถึงการมีอยู่ของสิ่งๆนั้นแบบตรงไปตรงมา ทรงกลมก็คือทรงกลม สี่เหลี่ยมก็คือสี่เหลี่ยม นอกจากการแสดงออกในรูปแบบของงานศิลป์แล้ว แนวคิดแบบมินิมอลลิสต์นี้ยังส่งผลไปถึงศิลปะแขนงอื่นๆเช่น สถาปัตยกรรม งานออกแบบเฟอร์นิเจอร์และผลิตภัณฑ์ต่างๆ เสื้อผ้าเครื่องประดับ ไม่เว้นแม้แต่การแต่งจานอาหาร

การคิดและใช้ชีวิตแบบมินิมอลลิสต์

ในประเทศญี่ปุ่นจะมีวิถีการใช้ชีวิตรูปแบบหนึ่งเรียกว่าเซน ซึ่งค่อนข้างลึกซึ้งถึงเรื่องของจิตวิญญาณ หัวใจของการปฏิบัติเซนคือการทำซาเซนหรือการนั่งสมาธินั่นเอง การซาเซนคือการนั่งหายใจและปล่อยจิตให้ว่างเปล่าโดยที่ยังคงมีสตินึกรู้อยู่ เมื่อปฏิบัติได้ชำนาญแล้วก็สามารถนำมาหลอมรวมกับทุกอิริยาบถในการดำเนินชีวิตประจำวันได้ ซึ่งวิถีแห่งเซนนั้นถือว่าเป็นหลักการคิดแบบมินิมอลลิสต์เช่นกัน ย้อนกลับมาดูความหมายที่เป็นแก่นสำคัญของคำว่ามินิมอลลิสต์นั่นคือการแสดงออกถึงความเป็นจริงเรียบง่ายและตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออก เมื่อนำมาประยุกต์ใช้กับการใช้ชีวิตนั่นหมายถึงการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและเลือกใช้แต่สิ่งที่จำเป็นและสำคัญในชีวิตเท่านั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรื่องของราคาแต่ขึ้นอยู่กับความจำเป็นที่เราต้องใช้ หากของสิ่งนั้นมีราคาแพงแต่เราจำเป็นต้องใช้หรือสามารถใช้ประโยชน์ได้สูงสุดก็ไม่ถือว่าเป็นการสิ้นเปลือง แต่ถ้าเป็นอะไรที่เราไม่ได้ใช้ประโยชน์แต่ซื้อมา แม้ราคาไม่กี่บาทก็ถือว่าเป็นการใช้เงินไปแบบเปล่าประโยชน์ การทำเช่นนี้ยังเป็นสิ่งที่ทำให้เราเข้าใจถึงความสำคัญและคุณค่าของสิ่งของทุกสิ่งที่เราซื้อมา และเมื่อเราซื้อแต่ของที่จำเป็นห้องของเราก็จะโปร่งโล่งและสบายตามากขึ้น ลดความกังวลถึงสิ่งต่างๆที่สับสนวุ่นวาย เราใช้ชีวิตอย่างวุ่นวายข้างนอกมามากพอแล้วเมื่อกลับมาที่พักที่นี่ควรจะเป็นที่ที่สงบสำหรับพักผ่อนทั้งกายและใจนั่นเอง

UFABET1688 เว็บพนันออนไลน์ที่ดีที่สุด